Category: Uncategorized

6 วิธี ใช้เครื่องมือ Social Listening ให้เวิร์คต่อธุรกิจ!

1. ใช้ Social Listening Tool เพื่อตรวจสอบชื่อแบรนด์

สิ่งแรกที่ต้องนึกถึงเมื่อมีเครื่องมือ Social Listening อยู่ในมือ คือเราต้องตั้งค่า Keyword ต่างๆที่เกี่ยวกับชื่อแบรนด์ หรือชื่อองค์กร เพื่อตรวจสอบว่าผู้คนบนโลกโซเชียลกล่าวถึงแบรนด์เราว่าอยากไรบ้าง สิ่งนี้จะช่วยในเรื่องการให้บริการลูกค้า การจัดการชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของแบรนด์ และช่วยให้แบรนด์นั้นค้นพบโอกาสในการขายหรือโอกาสทางการตลาดอื่นๆได้อีกด้วย

2. ใช้ Social Listening Tool เพื่อช่วยในการเขียน Content

58% ของนักการตลาด จำป็นต้องโพสต์หรืออัพเดทข่าวสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ  Content Marketing เป็นอีกกลยุทธ์ที่จะช่วยสร้างการจดจำได้อย่างดี แต่ก็ยังมีแข่งขันกับบล็อกเกอร์หรือ YouTuber ผู้ที่สร้างเนื้อหาได้ดึงดูดและน่าสนใจ และเนื่องจากมีการแข่งขันสูงมากขึ้นเรื่อยๆ คุณต้องสามารถสร้างเนื้อหาที่มีความเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร และยังต้อง Relate กับกลุ่มเป้าหมายด้วย ไม่เพียงแค่นั้น สิ่งที่ควรเรียนรู้เพิ่มเติมสำหรับการเริ่มต้นเขียน Content คือ…

1. หัวข้อ และประเภทของบทความที่ผู้คนส่วนใหญ่สนใจ มีความคิดเห็นและทัศนคติอย่างไรกับบทความนี้
2. รูปแบบเนื้อหาใดที่ผู้ชมชื่นชอบ ตัวอย่างเช่น ลูกค้าชอบอ่านแบบบล็อกที่สั้นกระชับได้ใจความ หรือชอบแบบรูปภาพมากกว่า
3. หัวข้อใดถูกให้ความสนใจ และมี Engagement มากที่สุด Keyword ที่ใช้บ่อยที่สุดคืออะไร

Social Listening Tool เป็นเครื่องมือที่สมบูรณ์แบบที่จะช่วยในการศึกษาแนวโน้มและข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้และกลุ่มเป้าหมาย จะทำให้สร้างคอนเทนต์ได้ตรงกลุ่มมากขึ้น

3. ใช้ Social Listening Tool เพื่อส่งเสริมการขาย

เป็นอีกหนึ่งประโยชน์ของ Social Listening Tool ที่สามารถค้นหาโอกาสในการขายบนโวเชียลมีเดีย

• เราสามารถดูได้ว่าใครกำลังหาผลิตภัณฑ์หรือ Service เหล่านี้บ้าง?
• กลุ่มเป้าหมายกำลังพูดถึงคู่แข่งในมุมไหน เช่น ลูกค้ากำลังไม่พอใจกับแบรนด์คู่แข่ง เพราะอะไร ประเด็นไหน ทำให้เราสามารถเก็บไว้เป็นกรณีศึกษา ลูกค้ากำลังค้นหาตัวเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อเปรียบเทียบราคา หรือสอบถามเกี่ยวกับคุณสมบัติต่างๆ
• ค้นหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของคุณ Keyword ใดที่ผู้คนจะใช้เพื่อค้นหาผลิตภัณฑ์หรือบริการ เช่น SocialEnable หรือ Social Listening Tools เพื่อดูว่า Keywords / วลีใดที่มีแนวโน้มในการหยิบนำ ใช้มากที่สุด
• ตรวจสอบชื่อแบรนด์ของคุณ ฉันได้พูดคุยกันแล้วเกี่ยวกับความสำคัญของการตรวจสอบชื่อแบรนด์ของคุณออนไลน์ แต่ข้อดีอีกอย่างคือคุณอาจจับลูกค้าที่มีศักยภาพ: คนที่กำลังมองหาผลิตภัณฑ์หรือบริการของคุณเป็นทางเลือกและพูดถึงมันออนไลน์ กระโดดเข้าสู่การสนทนานี้เพื่อช่วยแปลงผู้ใช้เหล่านี้เป็นลูกค้า
หากคุณต้องการที่จะเป็นเชิงรุกมากขึ้นเกี่ยวกับการสร้างโอกาสในการขายของคุณตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ตั้งค่าการค้นหาการฟังทางสังคมเหล่านี้และตั้งค่าการแจ้งเตือนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้คุณสามารถเข้าร่วมและมีส่วนร่วมในเวลาที่เหมาะสม

4. ใช้ Social Listening Tool เพื่อศึกษาข้อมูลของคู่แข่ง

โดยการตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของคู่แข่งคุณสามารถเรียนรู้มากมายเกี่ยวกับกลยุทธ์การตลาดของพวกเขา
• คู่แข่งอัพเดทข่าวสารที่ไหน แพลตฟอร์มไหนที่คู่แข่งใช้ และแพลตฟอร์มไหนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด
• Content Marketing ของคู่แข่งเป็นอย่างไร คอนเทนต์ประเภทไหนที่เผยแพร่แล้วได้รับความสนใจมากที่สุด เราสารมารถตรวจสอบได้ว่าคู่แข่งของเราโพสต์คอนเทนต์บ่อยแค่ไหน • Engagement เป็นอย่างไร ผู้ใช้มีส่วนร่วมมากน้อยเพียงใด
• แคมเปญอะไรของคู่แข่งที่ใช้แล้วได้ผล อันไหนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดและน้อยที่สุด แล้วอะไรที่สามารถเรียนรู้ได้จากแคมเปญนั้นๆ
• ลูกค้าหรือคนอื่นพูดถึงแบรนด์คู่แข่งว่าอย่างไร อะไรคือจุดอ่อน
ข้อมูลนี้สามารถช่วยให้กลยุทธ์การตลาดแบรนด์ของคุณพัฒนาขึ้น ทำให้เรียนรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมและกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้มากขึ้น

การตรวจสอบคู่แข่งด้วย Social Listening Tool นั้น ไม่เพียงแต่ช่วยให้เข้าใจว่าอะไรที่เป็นจุดเด่นและจุดด้อยของคู่แข่ง อะไรที่คู่แข่งทำแล้วเวิร์คหรือไม่เวิร์ค สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้คนกำลังพูดคุยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการของคู่แข่งว่าอย่างไร การตรวจสอบคู่แข่งนั้นยังช่วยให้คุณค้นพบโอกาสในการสร้างลูกค้าเป้าหมายอีกด้วย

5. ชี้วัดประสิทธิภาพของ Brand Ambassador และ Influencer

Social Listening Tools สามารถวัดได้ว่าใครคืออินฟลูเอนเซอร์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดและถูกแชร์มากที่สุด และจะช่วยให้คุณติดตามเทรนด์ได้ง่ายขึ้น ดังนั้น หากใครมี Social Listenning อยู่ในมือ ก็จะช่วยให้คุณค้นพบอินฟลูเอนเซอร์ที่เป็นที่เหมาะสมกับแบรนด์ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องมือ Social Listening สามารถปรับใช้ในการทำ Influencer marketing ได้อยู่แล้ว เพียง Set Keyword ที่ต้องการ หรือเรียกดู Insight บางส่วนของ Page ของ Influencer ก็ย่อมได้ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเอาข้อมูลส่วนไหนของ Influencer ไปช่วยในการพิจารณา

6. ใช้ Social Listening Tool เพื่อศึกษาข้อมูลของลูกค้า

หากต้องการให้แคมเปญการตลาดของคุณประสบความสำเร็จ คุณต้องรู้ว่าควรจะกำหนดเป้าหมายแบบใด เพื่อที่จะได้เข้าถึงพวกเขาหรือเนื้อหาประเภทไหนที่พวกเขาจะสนใจ

• ตรวจสอบว่ากลุ่มเป้าหมายใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากเท่าไหร่ แพลตฟอร์มไหนที่ใช้ เพื่อที่จะได้รู้ว่าต้องนำเสนอคอนเทนต์ในแพลตฟอร์มใด
• อะไรที่เขาพูดกันอยู่ตอนนี้ เทรนด์ แนวโน้มต่างๆ หัวข้ออะไรที่พวกเขากำลังให้ความสนใจ ลูกค้าของคุณกำลังค้นหาอะไรอยู่ แชร์อะไรอยู่ ติดตามการสนทนาเพื่อเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับความสนใจและความต้องการของพวกเขา
• กลุ่มเป้าหมายรู้สึกอย่างไรกับหัวข้อนั้นๆ เครื่อง Social Listening สามารถบอกคุณได้ว่าพวกเขามีมุมมองอย่างไรและรู้สึกอย่างไร โดยดูได้จาก Sentiment

Wrap Up

จะเห็นว่า Social Listening Tools นั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้หลากหลายและมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างมาก ทั้งสามารถ Monitoring คู่แข่งจะทำให้คุณได้เปรียบในการทำกลยุทธ์มากขึ้น สามารถ Monitoring แบรนด์ของคุณจะทำให้มั่นใจว่าคุณจะไม่พลาดการพูดถึงสำคัญๆเกี่ยวกับแบรนด์ สามารถ Monitoring เทรนด์ที่ศึกษาประเภทของคอนเทนต์ต่างๆและนำมาพัฒนาในเรื่องของ Content Marketing ได้ สามารถ Monitoring  ลูกค้าที่ทำให้เรารู้เท่านั้นความชอบ ความสนใจ ความพึงพอใจ ของลูกค้าได้ จุดเด่นของ Social Listening Tool  อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้ข้างต้นคือ ช่วยจัดการและป้องกันการเกิด Crisis ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เช่น เวลาที่มีคนไม่พอใจต่อนโยบายต่างๆ​ ก็มักจะไปตั้งกระทู้ Pantip แสดงความไม่พอใจ และถ้าองค์กรแก้ไขปัญหาไม่ดีก็จะส่งผลถึงความไม่น่่าไว้วางใจ​ หรืออาจมองได้ถึงว่าประสิทธิภาพการบริหารงานไม่ดีเท่่าที่ควร​ เพราะความรู้สึกว่า “ไว้วางใจต่อองค์กร​” ไม่ได้สร้างกันได้ง่ายๆ และหากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริงๆ​ การกระจายของข่าวสารหรือข้อมูลในโลกยุค 4.0 นั้นมีความเร็วมากและ​สามารถสร้างกระแสได้เป็นอย่างดี อาจทำให้เกิดความเสียหายที่มหาศาล​ องค์กร​จึงควรที่จะต้องวางแผนในการรับมือกับปัญหาต่างๆ​ ให้รัดกุมที่สุด​ Social Listening สามารถบริหารจัดการวิกฤตหรือความเสี่ยงได้อย่างทันท่วงทีและเร็วพอที่จะคุมความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้

Facebook ได้เผยแพร่งานวิจัยใหม่! “การส่งข้อความ” เพื่อการขายผ่านสื่อออนไลน์มีการเติบโตเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันมีผู้ใช้งานรับ-ส่งข้อความด้วยแอพพลิเคชั่นเพิ่มมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่แบรนด์ต้องตระหนักว่าจะมีวิธีอย่างไรในการเข้าถึงเทรนด์ต่าง ๆ และทำอย่างไรถึงจะได้ประโยชน์ทางการตลาดจากกลุ่มผู้ใช้งานกลุ่มนี้

ในการทำวิจัยครั้งนี้ Boston Consulting Group ได้ทำการสำรวจออนไลน์ ในกลุ่มผู้ใช้งานจำนวน 8,864 คน เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้งานทางข้อความ ซึ่งปรากฏว่าส่วนใหญ่ใช้งานข้อความเพื่อการซื้อ-ขายสินค้า อย่างที่ทราบกันดีว่าข้อมูลสินค้าและราคาเป็นสิ่งที่ดึงดูดความสนใจจากลูกค้า แต่ในความเป็นจริงแล้วความรวดเร็วในการโต้ตอบระหว่างผู้บริโภคและแบรนด์ก็เป็นกุญแจสำคัญเช่นกัน ซึ่งนั่นชี้ให้เห็นถึงโอกาสต่างๆที่แบรนด์จะนำมาพัฒนาการบริการที่ดีขึ้น เช่น การตอบกลับลูกค้าโดยได้ทันทีทันใด เพื่อสื่อให้เห็นถึงความใส่ใจและสร้างความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์

“ผู้บริโภคส่วนมากมีพฤติกรรมซื้อ – ขายผ่านทาง Social media และกว่า 90% การซื้อ-ขายจะเกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม Facebook (Facebook, Messenger, WhatsApp และ Instagram)”
นั่นคือประเด็นสำคัญที่แบรนด์ต้องนำมาสร้างกลยุทธ์ เพื่อดึงดูดกลุ่มผู้ใช้งานให้มากขึ้น

“พฤติกรรมการซื้อ-ขายผ่านทางแอพพลิเคชั่นรับ-ส่งข้อความ ไม่ได้เติบโตเฉพาะแค่ในกลุ่มของผู้ซื้อขายออนไลน์เท่านั้น แต่ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายอื่นๆเช่นกัน”

จากการวิจัยพบว่าการมีปฎิสัมพันธ์โต้ตอบระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคแบบทันทีทันใด จะช่วยเพิ่มความมั่นใจที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ได้อีกด้วย ดังนั้นการใช้ข้อความตอบกลับแบบอัตโนมัติจึงช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ และยังเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าอีกด้วย ซึ่งในอนาคตผู้บริโภคส่วนใหญ่กลุ่มนี้ มีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่ : คลิก

Source : https://www.socialmediatoday.com/news/facebook-publishes-new-research-into-the-growth-of-messaging-for-commerce/563547/

7 มาตรวัดสำคัญ ที่นักการตลาดไม่ควรมองข้าม!

 

โซเชียลมีเดียที่เราเลือกใช้ทำการตลาดนั้นสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง และทำให้เราสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลต่างๆได้อย่างง่ายดาย ประกอบกับแพลตฟอร์มต่างๆนั้นมีความหลากหลายมากขึ้น การใช้มาตรวัดเก่าๆเดิมๆ อาจไม่ทำให้รู้ถึงผลลัพธ์ที่แท้จริง การทำดิจิตอลการตลาดยุคใหม่ จึงไม่ควรดูเพียงแค่ยอด Engagement หรือ Reach การศึกษามาตรวัดอื่นๆอาจจะทำให้คุณนั้นวางแผนการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

1. Social reach

การวัดจำนวนผู้ใช้ที่เข้าถึงข้อมูลของคุณแบบไม่ซ้ำกัน หมายความว่า 1 คน อาจจะเห็นโพสต์นี้กี่ครั้งก็ได้ แต่ Reach จะนับเป็น 1 ซึ่งจะแตกต่างจากค่า Impression ที่จะแสดงให้เห็นว่าโพสต์ที่มีคนเข้าถึงไปแล้วกี่ครั้งแบบซ้ำกัน

สรุปคือ

Impression คือ คนเห็นโพสต์นี้ไปแล้วกี่ครั้ง
Reach คือ คนเห็นโพสต์นี้ไปแล้วกี่คน

สองค่านี้สำคัญอย่างไรต่อแบรนด์?

 

 

ค่า Reach เป็นค่าที่บ่งบอกว่าเนื้อหาข้อความที่โพสต์นั้นมีประสิทธิภาพมากเพียงใด และสามารถวัดการเข้าถึงแคมเปญโฆษณาที่คุณได้เผยแพร่ออกไป และยังบ่งชี้ได้ว่าโฆษณามีประสิทธิภาพมากเพียงใด ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด โดยค่าตัวเลขนี้จะส่งผลต่อค่าอื่นๆ เช่น ค่า Engagement จำนวนการคลิกลิงค์ และอื่นๆ

 

2. Bounce rate

Bounce rate เป็นเครื่องมือที่เอาไว้วัดประสิทธิภาพของเว็บไซต์ของคุณ ว่าสวยงามพอหรือไม่ น่าสนใจพอหรือเปล่า น่าดึงดูดให้เข้าชมมากน้อยแค่ไหน โดยจะวัดเป็นอัตราส่วน และบอกเป็นเปอร์เซ็นต์ของคนที่เข้าเว็ปไซต์เพียงหน้าเดียวและก็ปิดไปโดยไม่เข้าไปหน้าอื่นๆของเว็บไซต์เลย ยิ่งมีอัตราสูงมากเท่าไหร่ ยิ่งบ่งชี้ได้ว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นไม่ดึงดูดให้ผู้เข้าชมนั้นเลือกเสพในส่วนอื่นๆของเว็บไซต์  เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้เข้าชม อาจจะต้องพัฒนาเว็บไซต์ให้มีความสวยงามและน่าดึงดูดมากขึ้น เพื่อลดอัตราของ Bounce rate และถ้าทำ SEO ก็ส่งผลให้เว็บไซต์ได้อันดับดีๆอีกด้วย

 

3. Follower growth rate

อัตราการเติบโตของผู้ติดตามเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่แสดงว่าเนื้อหาของคุณเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนหรือไม่ ช่วยให้คุณพิจารณาว่าที่โพสต์เป็นประจำนั้นเพียงพอที่จะเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมของคุณได้รึเปล่า และโพสต์ของคุณสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของคุณหรือไม่

สามารถวัดและติดตามอัตราการเติบโตของผู้ติดตามได้อย่างไร ทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียจะแสดงจำนวนผู้ติดตามของคุณและการเติบโต เพิ่มขึ้น หรือลดลง เกณฑ์มาตรฐานผู้เข้าชม และตั้งค่าช่วงเวลาที่ต้องการเพื่อวัดค่า ตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการดู Feedback ของแต่ละโพสต์คุณอาจจะดูความแตกต่างของผู้เข้าชมเพียงระยะสั้นๆ แต่หากคุณต้องการทำความเข้าใจ Feedback ของแคมเปญ คุณจะต้องดูความแตกต่างในระยะยาว หากอัตราการเติบโตของคุณไม่ดีพอ ให้ลองเปลี่ยนแปลงความของถี่โพสต์ หัวข้อเนื้อหา รูปแบบ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น โพสต์เนื้อหาภาพข้อความสลับกับวิดีโอ เป็นต้น

 

4. Engagement

 

 

Engagement ที่แปลว่า การมีส่วนร่วมของกลุ่มลูกค้า แล้วค่า Engagement นั้นสำคัญไฉน?

เพราะมันแสดงให้เห็นว่า มีคนจำนวนเท่าใดที่โต้ตอบกับเนื้อหาของคุณ คุณอาจพบว่าผู้ชมของคุณมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ในรูปแบบวีดิโอ มากกว่า infographic หรือสามารถนำมาวิเคราะห์ได้ว่าคอนเทนต์แบบไหนมีแนวโน้มที่จะได้รับค่า Engagement มากในอนาคต ค่า Engagement จะบ่งชี้ว่าแบรนด์ของคุณเชื่อมโยงกับลูกค้าของคุณมากน้อยเพียงใด โดยได้มาจากยอด “ไลค์ คอมเม้นต์ แชร์ เซฟ” หรือการมึปฏิสัมพันธ์กับคอมเทนต์นั้นๆนั่นเอง

มีมากมายหลายวิธีมากมายที่ยังสามารถช่วยเพิ่ม Engagement ให้กับแบรนด์ของคุณได้ วิธียอดฮิตที่เหล่า Digital Marketing ทำกันเป็นประจำ ก็ไม่พ้นการซื้อ Ad บูสท์โพสต์ แต่ก็มักจะได้ค่า Engagement ที่ไม่มีคุณภาพ วิธีเพิ่มค่า Engagement ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเงินซักบาท คือ…

  • Content ต้องมีความน่าสนใจ ดึงดูด
  • โพสต์ในเวลาที่เหมาะสม
  • ตรงกลุ่มเป้าหมายที่แบรนด์ได้ตั้งไว้

 

 

5. Sentiment

 

 

อารมณ์และความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายสำคัญ เพราะสามารถวิเคราะห์ได้ว่าเรามีภาพลักษณ์แบบไหนในสายตาของลูกค้า  โดยผ่านกระบวนการคัดกรองข้อความบน Social Media ผ่านโครงสร้าง Algorithm ได้ Output ออกมาและแบ่งแยกได้ดังต่อไปนี้

  • Positive การแสดงความคิดเห็นในเชิงบวก
  • Nuetral การแสดงความคิดเห็นแบบเป็นกลาง
  • Negative การแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ

หากเราเห็นค่าของของอารมณ์ความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมายไปในทิศทางที่เป็นลบมากเกินไป แบรนด์จะต้องหาทางแก้ไขโดยการฟังเสียงผู้บริโภคบนโลกออนไลน์ คอยดูความเคลื่อนไหวต่างๆของผู้บริโภค เสียงของผู้บริโภคที่อยู่บนโลก Social ผ่านการ Monitor และยังสามารถช่วยเฝ้าระวังและป้องกันการเกิด Crisis ที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

เช่น ลูกค้าไม่พอใจในการบริการของแบรนด์ และโพสต์ข้อความลงทวิตเตอร์เพื่อแสดงความคิดเห็นในเชิงลบ หากแบรนด์ไม่แก้ไขตั้งแต่เนิ่นๆ ก็อาจเกิดการแชร์ต่อ และอาจจะส่งผลถึงภาพลักษณ์ของแบรนด์อีกด้วย

 

6. Social media audience demographics

บุคคลที่สำคัญต่อแบรนด์ คือ ลูกค้า  และสถิติสำคัญ ก็คือการรวบรวมข้อมูลต่างๆของกลุ่มลูกค้า Demograpic  คือ ข้อมูลประชากร หรือข้อมูลที่จัดทำขึ้นตามประเภทคุณลักษณะของประชากรกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น อายุ เพศ ที่อยู่อาศัย การศึกษา รายได้ ฐานะทางสังคม และอื่นๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพกลุ่มประชากรเป้าหมายของคุณได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อหาแนวโน้มหรือโอกาสทางการตลาดได้เช่นกัน

สามารถดูข้อมูลเชิงลึกของกลุ่มประชากรเป้าหมายที่เข้าเยี่ยมชม Facebook Page หรือ Instagram Account ได้ที่ Facebook Audience Insights แล Instagram Insights หรอหากเป็นแพลตฟอร์มอื่น ก็สามารถเข้าถึงการดูข้อมูลเชิงลึกได้เช่นกัน

 

7. Fan base

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น ลูกค้าเป็นบุคคลสำคัญต่อแบรนด์ ยิ่งเป็นลูกค้าที่คอยเกื้อหนุนแบรนด์ ช่วยโปรโมทแบรนด์ของคุณ เป็นแฟนคลับแบรนด์ของคุณ หรือที่เรียกอีกนัยหนึ่งว่า Brand Royalty กลุ่มลูกค้าผู้ที่ภักดีต่อแบรนด์  นอกจากจะรู้จำนวนและข้อมูลของกลุ่มลูกค้าคร่าวๆแล้ว ก็ควรที่จะต้องคำนวณแฟนคลับที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ของคุณด้วย โดยสามารถวัดได้จากการที่พวกเขาติดแท็กเป็นประจำ พูดถึงแบรนด์เป็นประจำ แชร์และรีวิวด้วยทัศนคติในเชิงบวกอยู่เสมอ มีแนวโน้มที่จะดูวิดีโอของคุณและช่วยกดแชร์อยู่เสมอ หรือติดตามข้อมูลต่างๆอย่างใกล้ชิด กดไลค์ กดแชร์ และช่วยสร้าง Engagement ที่มีคุณภาพให้กับเพจของคุณ

ทำไมถึงต้องรู้อัตราการเจริญเติบโตของกลุ่มลูกค้าในระดับ Loyal Customer

เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญที่คอยซัพพอร์ทแบรนด์อยู่เสมอ จึงควรที่จะต้องรู้อัตราการเติบโตหรือถดถอยของกลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้อยู่เรื่อยๆ หากมีอัตราการถดถอยของกลุ่มลูกค้าที่จงรักภักดี ก็ควรเฟ้นหาวิธีรักษาฐานลูกค้าที่อยู่ในระดับ Loyal Customer  ดูแลและสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับลูกค้ากลุ่มเก่าที่ทีที่สำคัญกว่าการสร้างฐานลูกค้าใหม่ เช่น การคิดค้นโปรโมชั่นสำหรับ Member Card   การให้ Service ที่เหนือกว่า เป็นต้น

 

 

Source :  https://contentmarketinginstitute.com/2019/07/social-media-metrics-brand/

 

 

 

ทำไมแบรนด์ต้องสร้างความสัมพันธ์กับ Influencer ?

 

 

ผู้บริโภคลังเลที่จะเชื่อ Message ที่แบรนด์จะสื่อบนโลกออนไลน์ มากกว่า 25% ของนักท่องอินเทอร์เน็ต มักจะบล็อกโฆษณาบนแพลตฟอร์มต่างๆ แต่กลับให้ความสนใจกับ Influencer บุคคลที่มีสไตล์ส่วนตัวที่แตกต่างกันออกไป และความสามารถในการดึงดูดผู้ชมได้มากกว่า สิ่งที่พวกเขาใส่ ที่ที่พวกเขาไปเที่ยว และ สิ่งที่พวกเขาฟัง ทั้งหมดนี้อาจจะสร้างแรงบันดาลใจให้เหล่า Followers ได้ ดังนั้น แบรนด์จึงต้องมองหาโอกาสในการเชื่อมความสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยการแทรกผลิตภัณฑ์และแบรนด์ ลงไปใน Content ต่างๆ ของ Influencer

นักการตลาดมักมองว่าโซเชียลมีเดียเป็นช่องทางสำหรับโฆษณาที่มีต้นทุนต่ำ จากมุมมองนี้ Influencer เป็นเพียงแค่กลยุทธ์แรกในการผลักดันยอดขาย ด้วยการสร้างการรับรู้และการมองเห็นผ่านนำเสนอผลิตภัณฑ์บนสื่อออนไลน์ บนพื้นฐานแล้วนั้น แบรนด์เลือก Influencer จากจำนวนของผู้เข้าชม (View) และเจรจาแต่ละสัญญาตามเกณฑ์ของในแต่ละแคมเปญ จากนั้น แบรนด์จะติดตาม และประเมินประสิทธิภาพของ Influencer รายนั้น ๆ หาก Influencer ไม่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ ก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็นคนอื่นในแคมเปญถัดไป

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Influencer หลายคนได้ผันตัวเป็น Influencer มืออาชีพ และปรารถนาที่จะร่วมมือกับแบรนด์ในฐานะพาร์ทเนอร์มากขึ้น งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกรวมกันทั้งหมด 27 ครั้งกับ Influencer และกรณีศึกษาเพิ่มเติม ในอุตสาหกรรมแฟชั่นและเครื่องสำอาง เผยให้เห็นว่า influencer นั้น ไม่พอใจและรู้สึกหงุดหงิดเพิ่มมากขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาและนักการตลาด

    

 

‘มาเรียน’ บล็อกเกอร์แนวไลฟ์สไตล์ที่มีผู้ติดตามมากถึง 129,000 คนในอินสตาแกรมกล่าวว่า “เมื่อแบรนด์ได้ติดต่อฉันมา อย่างแรกที่ฉันจะดู คือหัวอีเมล ถ้าพวกเขาพิมพ์มาว่า “Hello” หรือ “Dear, Blogger” ฉันไม่แม้แต่จะอ่านมันเลย แถมลบมันทิ้งด้วยซ้ำ ชื่อของฉันคือมาเรียน และถ้าคุณติดตามบล็อก คุณก็ต้องรู้จักชื่อฉันสิ ฉันต้องดูว่าคุณรู้จักและมีข้อมูลเกี่ยวกับฉันมากน้อยแค่ไหน”

L ‘Oréal  Paris ก็ใช้วิธีเดียวกันโดยการสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวกับ Influencer ในฐานะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและ Ambassador ที่เข้าร่วมในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และ เผยแพร่ด้วย Content “How to” เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับแพลตฟอร์มทั้งหมดของ L ‘Oréal  การร่วมมือได้ก่อให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างแบรนด์และ Influencer

และแน่นอน วิธีการใช้ Influencer มาพร้อมกับเงินมากมายที่เราต้องจ่าย และเพื่อความคุ้มค่าที่สุด แบรนด์จึงต้องเรียนรู้นิสัยใจคอของ Influencer ให้ถ่องแท้ พึงพิจารณาอยู่เสมอว่าใครกันที่มีภาพลักษณ์นิสัยใจคอ ไลฟ์สไตล์ตรงตามคอนเสปที่ต้องการมากที่สุด เลือกเหล่า Influencer ดั่งเราเลือก Ambassdors ปฏิบัติและให้ความสำคัญเปรียบเสมือนเพื่อนที่คุณสนิท แสดงความจริงใจกับเหล่า Influencer อยู่เสมอ เพราะพวกเขาคืออีกหนึ่งตัวแทนในการสื่อสาร และเป็นบุคคลที่จะช่วยสนับสนุนแบรนด์ได้จากความต้องการของตัวเอง หากแบรนด์นั้นทำให้ Influencer ประทับใจ พวกเขาก็พร้อมเต็มใจเป็นกระบอกเสียง สื่อสารและนำเสนอแบรนด์ให้กับแฟน ๆ หรือกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นการติดตามการวัดผลวัดประสิทธิภาพเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพของ Influencer ในแต่ละแคมเปญนั้นเป็นสิ่งสำคัญ แบรนด์อาจจะต้องใช้เครื่องมือในการติดตามความเคลื่อนไหวของ Influencer และติดตาม Social Voice ต่างๆ เกี่ยวกับบิวตี้บล็อกเกอร์ ยูทูปเบอร์ และบล็อกเกอร์อื่นๆ ผ่านทางโซเชียลมีเดียหลาย ๆ แพลตฟอร์ม  ‘SocialEnable 4.0’ เครื่องมือที่สามารถบริหารจัดการทั้ง Owned Media ของตัวเอง และ Social Listening Tools (หรือที่เรียกกันว่า Earned Media)  เป็นเครื่องมือที่ตอบโจทย์สำหรับแบรนด์ที่กำลังมองหา Influencer ที่เข้ามาช่วยโปรโมทผลิตภัณฑ์ สามารถใช้ฟังเสียงผู้บริโภคบนโลกโซเชียลว่า “คิดอย่างไร” และวัดได้ว่า “Influencer คนไหนกำลังถูกพูดถึงมากที่สุดในตอนนี้” อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์และวัดผล Influencer ที่ได้ร่วมมือกับทางแบรนด์ในแคมเปญต่าง ๆได้ ว่า แคมเปญนี้ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน ถือว่าครบวงจรในเครื่องมือเดียว

 

source : https://hbr.org/2019/04/how-brands-can-build-successful-relationships-with-influencers

 

 

Session : ทบทวน [ 2019ยังไม่รู้หมายความเรื่องBIG DATAไม่ได้!! ]

เชื่อว่าในวงการ IT รวมถึงแวดวง Social Media Marketing คงตื่นตัวกับคำว่า Big Data มาสักพัก แต่สำหรับหลายคนที่ยังมึนงงและสงสัยว่า Big Data คืออะไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝากครับ

Big Data คืออะไร ?

Big Data ก็คือ Data หรือข้อมูลทุกอย่างที่อยู่ในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลดิบหรือข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้วก็ถือเป็น Big Data ทั้งสิ้น เป็นทั้งข้อมูลภายในและแหล่งภายนอก เพื่อให้เราสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์ได้ด้วยวิธีการที่ต้องการ (Data Analytics) จากนั้นจึงนำข้อมูลที่วิเคราะห์ได้ไปใช้ปรับปรุงกลยุทธ์การบริหารจัดการองค์กรหรือการทำการตลาดทั้งออฟไลน์และ Social Media Marketing

Continue reading “Session : ทบทวน [ 2019ยังไม่รู้หมายความเรื่องBIG DATAไม่ได้!! ]”

SocialEnable and The General Data Protection Regulation(GDPR)

GDPR

The General Data Protection Regulation (GDPR), which apply and effective on May 25, 2018 and affects all of businesses that are based in the EU and those that process personal data from individuals based in the EU. These European data protection laws have the main ideas as following

  1. 1) This Regulation lays down rules relating to the protection of natural persons with regard to the processing of personal data and rules relating to the free movement of personal data.
  2. 2) This Regulation protects fundamental rights and freedoms of natural persons and in particular their right to the protection of personal data.
  3. 3) The free movement of personal data within the Union shall be neither restricted nor prohibited for reasons connected with the protection of natural persons with regard to the processing of personal data.

SocialEnable takes data protection and privacy seriously, we understands that data protection is important to its users. We will ensure that SocialEnable and its services across the Computerlogy companies align with GDPR.

What is the GDPR?

The GDPR (General Data Protection Regulation) is a new European data protection law which sets out various requirements that became effective on May 25, 2018. It replaces the existing data protection regime for the EU under Directive 95/46/EC, and is intended to harmonise data protection laws throughout the EU by applying a single data protection law that is binding throughout all Member States. Countries outside of the EU, including countries in Asia, are also implementing laws that align with the GDPR.

Our Commitment: SocialEnable are fully GDPR compliant prior to the regulation’s effective date. Also, we ensure that product features will have greater personal data control and privacy.

Does the GDPR affect you?

The GDPR applies to all companies that process the “personal data” of EU-based residents, this indicate that most of international companies need to be ready when GDPR comes into effect since they may handle personal data of individuals from the EU. If you or your organization stores and processes personal data in connection to services or goods offered in EU, then the laws applies to you as well.

What has SocialEnable done to prepare for the GDPR?

We concerned rights to privacy for our customers (and their customers) and relise that international law and regulations are very important thing to comply. Here is a list of action that we prepare for comply to GDPR

  • – We research and review the areas of our product (SocialEnable and other related products) impacted by GDPR
  • – Communicate the important of the GDPR to our employee and
  • – Rewrite our data privacy policy – Develop a requirements and resolution that indicate the product’s features alignment to GDPR
  • – Perform the improvements to our product based on the requirements
  • – Verification and validation all our changes to compliance with GDPR
  • – Communicate of our full compliance

What does SocialEnable customers need to do?

There are two type for our customers that you might need to do depending on your type and situation. Below are the impactful changes that might affect you as a result of using SocialEnable:

  • As a company use SocialEnable to serve it customers:

If you are in the European Union you’ll likely want to sign a Data Processing Agreement(DPA) with SocialEnble. You can digitally sign a copy of the Data Processing Agreement(DPA) by sending us an email at info@computerlogy.com . We will countersign it and provide you with a fully executed downloadable copy via email within 10 business days.

  • Company use SocialEnable for internal purpose:

Make sure your Terms of Service or Privacy Policy properly communicate to your users how you are using SocialEnable (and any other similar services) on your website or app. This requirement has always been part of SocialEnable’s terms of Service, but the GDPR can heavily penalize you if you’ve not done this clearly. We recommend you ensure your policies are up to date and clear to your readers.

socialenable logo

Privacy & Term

Privacy Policy

DESCRIPTION OF SERVICE

SocialEnable currently provides users with the trend on Social Media a.k.a Facebook. You understand and agree that the Service is provided “AS-IS” and that SocialEnable assumes no responsibility for the collecting, storing, deleting, combining and disclosing information.

In order to use the Service, you must obtain access to the World Wide Web, either directly or through devices that access web-based content. In addition, you must provide all equipment necessary to make such connection to the World Wide Web, including a computer and modem or other access device.

  • – SocialEnable are not affiliated and have nothing related with Facebook Inc.
  • – SocialEnable reserves the full authority to select Pages and Categories and has the right to delete inappropriate Pages showing consequence without cause or notice to Facebook Page owner.
  • – SocialEnable does not guarantee collecting and sorting into the correct category for every post of pages.
  • – Every displayed post from each Facebook page does not belong to the SocialEnable’s ownership. SocialEnable takes no reasonability and assumes no liability for any post that each Facebook page posts.
  • – SocialEnable may contain links to third-party websites, advertisers, services, special offers, or other event or activities that are not owned or controlled by SocialEnable. We do not endorse or assume any responsibility for any such third-party sites, information, material, products or services. If you access any third party website, service or content from SocialEnable, you do so at your own risk and you agree that SocialEnable will have no liability arising from your use of or access to any third-party website, service, or content.

COMMERCIAL USE

Unless otherwise expressly authorized by SocialEnable, you agree not to display, distribute, license, perform, publish, reproduce, duplicate, copy, create derivative works from, modify, sell, resell, exploit, transfer or upload for any commercial purposes, any portion of the Services, use of the Services or access to the Services. Unless otherwise expressly agreed by SocialEnable, the Services are for your personal use.

PRIVACY

SocialEnable uses the Personal Information you provide in a manner that is consistent with this Privacy Policy. We will use your Personal Information in order to provide you with access to and use of our Services, to help us improve the content and functionality of the Services and to better understand our users. If you contact us by email or opt-in through the Services, We may keep a record of your contact information and correspondence, and may use your email address, and any information that you provide to us to respond to you. In addition, we may use your contact information to market to you, and provide you with information about our products and services. If you decide at any time that you no longer wish to receive such marketing information or communications from us, please follow unsubscribe instructions provided in any of the communications.

We do not sell, trade or transfer to outside parties your personally identifiable information but cannot guarantee or warrant the security of any data from hacking.

WHAT INFORMATION DO WE COLLECT?

We collect information about you as reasonably necessary for the following activities:

Using our Services

We collect the following information when you use our Services:

Account information:

  • • Your contact and profile information including your name, email address and company name; your preferences such as language, time zone, and the types of communication you would like to receive from us; and image (if you choose to provide this)

Content:

  • • Your social profile information for Social Networks you choose to connect to the Services. For example, your Facebook profile information may include your Facebook username and profile image.
  • • Your messages, posts, comments, images, advertising, and other material you curate on and upload to the Services; and information that is collected from the Social Networks that you choose to connect to and which is displayed on our Services.
  • • Content that you may send and receive through Social Networks may contain personal information that SocialEnable does not directly collect or process. This may include information such as: names, photos, age, gender, geographic location, opinions, preferences, and phone numbers.
  • • A specific location such as an address, a city, or a place (for example, a restaurant) if you choose to share this information.

Logs, usage and support data:

  • • Log data, which may include your IP address, the address of the web page you visited before using the Services, your browser type and settings, your device information (such as make, model, and OS), the date and time when you used the Services, information about your browser configuration, language preferences, unique identifiers, and cookies.
  • • Usage data and analytics, which may include the frequency of login, and the different types of activity undertaken by users.
  • • General Location information, such as IP address and the region in which you are located when you are logging in and using the Services.
  • • Customer support questions, issues, and general feedback that you choose to provide.

HOW DO WE USE YOUR INFORMATION?

We use your information for the purposes described below:

Providing and securing our service

  • • We need to identify and authenticate our users to ensure, for example, that only those authorized users are able to use the Services for their organization, and to make changes to their accounts.
  • • We use your contact information and information related to your request to respond to your inquiries, manage our contract with you, respond to your questions and requests, and send you updates and information about the Services.
  • • We use logging and other data such as general location information—for example, the IP address of your browser or device, to help us manage the performance, security and compliance of the Services. 

Improving our websites and applications

We use information about you to help us understand usage patterns and other activities on our websites and applications so that we can diagnose problems and make improvements, including enhancing usability and security.

  • Google Analytics

We use Google Analytics. The data it collects helps us see things like how many people visit our site, how many pages they visited and how fast our site loaded. All data collected is completely anonymous, it does not identify you as an individual in any way.

  • WordPress

WordPress is the Content Management System (CMS) that runs this website. It uses a cookie when logging in and out and is essential for proper website function. It is only set if you are a registered user, so for most people it is not set at all. User data is all anonymous.

  • SocialEnable and The General Data Protection Regulation(GDPR)

SocialEnable takes data protection and privacy seriously, we understands that data protection is important to its users. We will ensure that SocialEnable and its services across the Computerlogy companies align with GDPR. (Please see our details in The General Data Protection Regulation(GDPR) page)

TRADEMARK INFORMATION

SocialEnable, the SocialEnable logo and SocialEnable product and service names are trademarks of Computerlogy Co., Ltd. Without our prior permission, you agree not to display or use in any manner, the SocialEnable Marks. SocialEnable’s trademarks and trade dress may not be used in connection with any product or service that is not SocialEnable’s, in any manner that is likely to cause confusion among customers, or in any manner that disparages or discredits SocialEnable. All other trademarks not owned by SocialEnable or its subsidiaries that appear on this site are the property of their respective owners.

COPYRIGHTS AND COPYRIGHT AGENTS

All content included on this site, such as text, graphics, logos, button, icons, images, video clips, audio clips, digital downloads, data compilations, and software, is the property of SocialEnable or its content suppliers and protected by Thailand and international copyright laws. All software used on this site is the property of SocialEnable or its software suppliers and protected by Thailand and international copyright laws.

*If we decide to change our privacy policy, we will post those changes on this page.

PRIVACY ANOTHER

YouTube Terms of Service : This summary is designed to help you understand some of the key updates we’ve made to our Terms of Service (Terms). We hope this serves as a useful guide, but please ensure you read the new Terms in full.

Google Privacy Policy : This Privacy Policy is meant to help you understand what information we collect, why we collect it, and how you can update, manage, export, and delete your information.

Google security : As an administrator for your organization’s G Suite or Cloud Identity service, you can view and manage security settings for a user. For example, you can reset a user’s password, add or remove security keys for multi-factor authentication, and reset user sign-in cookies.

socialenable logo

ยิง Ad โฆษณาFacebook ให้ดังปังยิ่งขึ้นด้วยการทำ A/B Testing

หากเรามี artwork ที่ใช้โฆษณาแบบเดียว text แบบเดียว หรือแม้แต่ target เดียว ก็อาจจะทำให้เราซื้อโฆษณาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะเราไม่สามารถทราบได้ว่าลูกค้าจะสนใจข้อความหรือรูปภาพแบบไหนที่จะทำให้สนใจสินค้าของเรา และทำการซื้อสินค้าของเราในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เราทราบได้คือการทำ A/B testing

ปัจจุบัน Facebook ได้ปรับเปลี่ยน Ads manager ให้สามารถทำ test ได้มากขึ้นกว่าเดิม จากที่เมื่อก่อนทำได้แต่การสร้าง ad sets(Target) เพิ่ม หรือ ads(Creative) เพิ่ม ซึ่งยากต่อการวัดผล

How to do A:B testing

ซึ่ง Feature สำหรับการทำ A/B Testing ของโฆษณาบน Facebook โดยเฉพาะมีให้เลือกทำเทสหลายแบบคือ

1.Audience

คือส่วนที่เป็น Target ซึ่งบางทีเราอาจจะไม่แน่ใจว่ากลุ่ม Target ที่เราเลือกมาดีแล้วหรือยัง

 

2.Placement

จากบทความที่แล้วที่พูดถึง Ad Placement จะเห็นได้ว่า Placement ของโฆษณาบน Facebook มีหลากหลายรูปแบบ แล้วเราควรจะเลือกใช้แบบไหน ถึงจะดีที่สุด

 

3.Delivery Optimization

คือการที่เราเลือกทำ A/B testing โฆษณาบน Facebook จากการปรับวิธีการ Optimization เช่นเราเลือกทำ A/B testing ระหว่าง Link clicks(คือการที่โฆษณาจะไปแสดงยังคนที่มีโอกาสคลิกมากที่สุด) และ Landing page views(คือการที่โฆษณาจะไปแสดงยังคนที่มีโอกาสจะไปยังหน้า Landing page ของเรามากที่สุด) ซึ่งเราอาจทำการเทสเพื่อเลือกว่าวิธีการ Optimization แบบไหน ได้ผลกับโฆษณาของเรามากที่สุด

 

4.Creative

คือการเลือกทำ A/B testing ในส่วนของ Text ที่ใช้โฆษณาและรูปภาพ ซึ่งบางทีเราอาจจะใส่แต่ส่วนลดลงไปในโฆษณา แต่ลูกค้าอาจจะยังไม่รู้ว่าสินค้าของเราดีอย่างไร ซึ่งเราสามารถเทสได้ว่าควรจะนำเสนอส่วนลดเป็นจุดเด่น หรือ feature ของสินค้าเป็นจุดเด่น เป็นต้น ซึ่งรูปภาพและ Text ควรเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และควรให้ความสำคัญกับรูปภาพเป็นพิเศษ เพราะเวลาเราเลื่อนดูใน News feed จะค่อนข้างเร็ว ดังนั้นรูปภาพควรชัดเจนว่าจะสื่อสารอะไร เพื่อลูกค้าอยากหยุดดูที่โฆษณาของคุณ และใช้ข้อความเป็นตัวอธิบายเพิ่มเติม

 

การเลือกทำ A/B testing ให้กับการยิงโฆษณาบน Facebook ก็เพื่อที่เราจะเสียค่าโฆษณาน้อยที่สุด แต่ได้รับผลตอบแทนมากที่สุด นั่นก็คือคนกลับมาซื้อสินค้า หรือสนใจในสินค้าของเรามากที่สุด ดังนั้นสิ่งสำคัญหลังการทำ A/B testing นั่นคือการวัดผลโฆษณาบน Facebook ที่เรายิงไป และนำไปปรับใช้กับครั้งต่อไปนั่นเอง

What SocialEnable do ?

Watch our 1 minute for SocialEnable