Author: Pakapok Perabull

ยุคมืด Facebook | Engagement ลดลงมากกว่า 50 % จากการศึกษา 43 ล้านเพจโพสต์

คุณ Amanda Zantal-Wiener  จาก HubSpot ออกมาเปิดเผยถึง การศึกษาของผู้เชี่ยวชาญ Social Media ที่ร่วมแชร์ข้อมูล และเผยข้อมูลจากการวิเคราะห์ Fanpage โดยนำข้อมูล 43 Posts จาก 20,000 Top Brands บน Facebook โดยจากต้นปีที่ผ่านมา Facebook ได้ปรับเปลี่ยน Algorithm ให้เห็น Content จาก เพื่อนและครอบครัวมากขึ้น ซึ่งเป็น 1 ปัจจัยที่ทำให้ Reach และ Engagement ลดลงอย่างหนักด้วย 5 ปัจจัยหลักดังนี้

” 5 ปัจจัยหลักที่ได้จากการศึกษา 43 ล้านเพจโพสต์ “

1. Engagement ของ Post กำลังจะตาย (ลดลงมากกว่า 50 %)

Decreasing - Facebook-Interactions
จากการศึกษาพบว่า 18 เดือนที่ผ่านมา Engagement ของโพสต์นั้นลดลงมากกว่า 50% แม้จำนวนดังกล่าวไม่ได้บ่งบอกถึงโพสต์แต่ละโพสต์(Individua Post) แต่ค่าเฉลี่ยของ Engagement ต่อโพสต์ ลดลงถึง 2 ใน 3 หรือคิดเป็น 65% จาก 4,490 Engagement ต่อโพสต์ อยู่ที่ 1,582 Engagement ต่อโพสต์แทน

สำหรับนักการตลาดต้องหาทางปรับตัว Content ให้มีความน่าสนใจหรือเรียก Engagement มากขึ้น เพื่ออยู่รอดในแพลตฟอร์ม Facebook หรือ เพิ่มช่องทาง Social Media ให้มากขึ้นเช่น เพิ่มช่องทาง Twitter ในการเกาะติดตามกระแส

2. Content Format ที่ลดลงอย่างหนักหน่วง

Content Format in Q2/2018
ความแตกต่างของข้อมูล Content Format ทั้ง Q1 และ Q2 มีความแตกต่างกันมากทั้งรูปแบบ รูปภาพ, วีดีโอ หรือลิงก์ก็ตาม แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือรูปแบบของรูปภาพนั้น ยังคงได้รับ Engagement มากที่สุดในไตรมาสที่ 2 ปี 2018

  • – ค่าเฉลี่ย Engagement ของรูปแบบ ” รูปภาพ ” ลดลงจาก 9,370 ต่อโพสต์ใน Q1 2017 เป็น 3,454 ต่อโพสต์ใน Q2 2018 (63%) แม้จะมีค่าเฉลี่ย Engagement ที่ลดลงอย่างมาก แต่ก็ยังคงได้รับความนิยมมากที่สุด
  • – ค่าเฉลี่ย Engagement ของรูปแบบ ” วิดีโอ ” ลดลงจาก 5,486 ต่อโพสต์ใน Q1 2017 เป็น 2,867 ต่อโพสต์ใน Q2 2018 (47%) ลดลงน้อยที่สุด แม้ได้รับความนิยมน้อยกว่ารูปภาพ แต่ความน่าสนใจของวิดิโอยังคงร้อนแรงเช่นเคย
  • – ค่าเฉลี่ย Engagement ของรูปแบบ ” ลิงก์ ” ลดลงจาก 2,577 ต่อโพสต์ใน Q1 2017 เป็น 763 ต่อโพสต์ใน Q2 2018 (70%) ลดลงหนักที่สุด แทบจะไม่ให้ออกไปไหนจากแพลตฟอร์ม Facebook เลยก็ว่าได้

3. การแข่งขันของ Content ที่มากเกินไปใน Q2/2018


ในปีที่ผ่านมาจำนวนโพสต์ต่อไตรมาส จาก Fanpage ที่นำมาศึกษาพบว่า จำนวนของโพสต์กระโดดเพิ่มขึ้นจาก 6.5 ล้านโพสต์เป็น 8.1 โพสต์ หรือเพิ่มขึ้น 24% หากคิดเป็นไตรมาสเพิ่มขึ้นจาก 72,000 โพสต์ต่อวันในไตรมาสที่ 1 ปี 2017 เป็น 90,032 โพสต์ต่อวันในไตรมาสที่ 2 ปี 2018

จำนวนของ Content ที่เพิ่มสูงขึ้นในไตรมาสนี้ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ Reach และ Engagement ลดลงอย่างมาก เนื่องจากการแข่งขันของ Content ที่มีความรุนแรงอย่างมาก ทำให้นักตลาดต้องปรับตัว Content ให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ใส่ใจกับ Content นั้นมากขึ้น เพื่อทำให้โดดเด่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง โดยสามารถแย่งความสนใจ หรือ Engagement จากผู้ชมได้เป็นอย่างดี

4. โพสต์ 5 ครั้งต่อวันได้ค่า Engagement ที่เหมาะสมที่สุด ?

” มากเกินไปก็ไม่ดี น้อยเกินไปก็ไม่ดี ” แล้วจำนวนโพสต์เท่าไหร่ต่อวันถึงจะดี ?
การโพสต์น้อยกว่า 1 ครั้งต่อวัน ได้ Engagement ต่อโพสต์เยอะมากที่สุดก็จริง แต่การโพสต์แบบนี้ ทำให้ภาพรวมของ Engagement ต่ำที่สุด(หรือไม่มีการ Engagement กับแฟนเพจเลย) หากโพสต์มากกว่าเท่ากับ 10 ครั้งต่อวัน มีค่าเฉลี่ยต่อโพสต์อยู่ที่ 1,202 Engagement ต่อวัน (รวมโพสต์ทั้งหมดอยู่ที่ 12,020 Engagement)

จากการศึกษาพบว่าการโพสต์ 5 ครั้งต่อวัน มีค่า Engagement เฉลี่ยอยู่ที่ 2,466 Engagement ต่อโพสต์ (รวม 5 โพสต์อยู่ที่ 12,330 Engagement) ดังนั้นการโพสต์ 5 ครั้งต่อวันจึงเป็นจำนวนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว หรือ “Optimal Facebook Posting”

5. Category ที่มี Engagement ลดลงมากที่สุด(49 – 70%)


จากการศึกษา 43 ล้านเพจโพสต์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2017 – ไตรมาสที่ 2 ปี 2018 ได้มีการจัดหมวดหมู่ประเภทของเพจต่างๆ โดยที่มี Engagement ลดลงมากที่สุดคือ เพจประเภท Artist หรือศิลปิน ที่มี Engagement ลดลงมากที่สุดถึง 70.6% และเพจที่มี Engagement ลดลงน้อยที่สุดคือ เพจประเภท Retail Brand ลดลงอยู่ที่ 49.5%

สรุป

จาก 5 ปัจจัยดังที่กล่าวมา ส่งผลให้ Reach และ Engagement ต่ำที่สุดในรอบปีแล้ว Digital Marketer ต้องปรับตัวอย่างไรให้เพจตนเองนั้นโดดเด่นกว่าเพจอื่น หรือเราต้องจ่ายให้ Facebook มากกว่าเดิมขนาดนั้นไหนกันเชียว แต่ !! อย่าลืมว่า Facebook นั้นไม่ใช่แพลตฟอร์มเดียวเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ เพราะยังมีแพลตฟอร์มอื่นๆ อีกมากมายที่เข้าถึงผู้คน หรือกลุ่มเป้าหมายของเราอีกเช่น Twitter (เน้นเล่นกับกระแส หรือกระจายข่าวสาร), Instagram (ใช้ Micro-Macro Influencer ในการโฆษณา หรือใช้ฟีเจอร์ IG Stories ที่กำลังเป็นที่นิยมกัน) จะเห็นว่าแพลตฟอร์มอื่น ๆ ก็สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ไม่แพ้ Facebook เช่นเดียวกัน

#ทุกปัญหามีทางออกเสมอ 🙂


CR – Blog.Hubspot

Facebook Messenger | เพิ่มความสนุกของ Video Chat ด้วย AR Games

AR Games on Messenger

สถิติทั่วโลกล่าสุดของ Facebook Messenger ที่มีผู้ใช้งานมากกว่า 1.3 พันล้านบัญชี(ในเดือน July 2018) ในส่วนของประเทศไทยแม้ว่า Facebook Messenger จะอยู่เป็นเพียงอันดับสองรองจาก Line ในประเภทของ Chat App ก็ตาม (สถิติจาก We are Social หน้า 86) แต่ที่น่าสนใจคือ Messenger พยายามปรับเปลี่ยนฟีเจอร์อยู่ตลอดเวลา เช่น การวิดีโอแชทพร้อมกันได้หลายคน หรือสามารถกดเพิ่ม Plan ตารางนัดหมายกับเพื่อนได้

  • ล่าสุด Facebook Messenger อัปเดตฟีเจอร์ที่เพิ่มความสนุกในการแชทกันมากขึ้นผ่านวิดีโอแชท ที่นำเทคโนโลยี AR มาเป็นพระเอกในฟีเจอร์นี้ (AR หรือ Augmented Reality ที่เรารู้จักกันดี มันสามารถนำภาพเสมือน ในรูปแบบ 3D เข้าสู่โลกแห่งความจริงผ่านกล้องมือถือ และประมวลผลวัตถุให้มาทับซ้อนเข้าเป็นภาพเดียวกันได้ )

Facebook Messenger – เพิ่มความสนุกของ Video Chat ด้วย AR Games

ก่อนที่คุณจะเล่นเกม AR บน Messenger นั้น คุณจำเป็นต้องอัปเดตตัว Messenger ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดก่อน โดยเกม AR บน Messenger ในตอนนี้มี 2 เกมให้เลือกเล่นเท่านั้น(ในอนาคตมีเพิ่มแน่นอน !) เกมแรกคือ “Don’t Smile” เป็นเกมที่แข่งกันทำหน้านิ่ง หรือห้ามยิ้ม หากใครยิ้มก่อนก็แพ้ไป ส่วนเกมที่สองคือ เกมบังคับยานอวกาศ หรือ “Asteroids Attack” เป็นเกมที่ให้เราบังคับยานอวกาศไม่ให้โดนสิ่งกีดขว้าง ส่วนเกมอื่นๆ นอกเหนือจากนี้อยู่ในช่วงทดลอง เช่น เกมส่งลูกบอล “Beach Bump”  หรือเกมจับคู่แมวเหมียว “Kitten Craze” ในตอนนี้เกม AR สามารถเล่นได้มากที่สุด 6 คนต่อครั้ง ขณะที่คุณเล่นเกม คุณสามารถถ่ายรูปภาพและแชร์ภาพ ไปยังกลุ่มแชทของคุณได้อีกด้วย

สรุป

อย่างที่ทราบกันดีนะครับว่าใน Video Call บน Line Chat ของเราก็สามารถเล่นเกม AR ได้เหมือนกัน ในเมื่อฟีเจอร์เรื่องสร้างความสนุกขณะแชท มีความคล้ายคลึงกันขนาดนี้ แล้วผู้ใช้งานจะเลือกใช้แพลตฟอร์มไหนมากกว่ากันนะ ? การแชทวิดีโอแบบทั้งตัตต่อตัว หรือแบบกลุ่มก็ตาม หากฟีเจอร์นั้น ๆ ทำให้การแชททางวิดีโอ และการเล่นเกมที่สนุกสนานกับเพื่อน อาจทำให้แพลตฟอร์มอย่าง Messenger มีผู้ใช้งานมากขึ้น ต้องรอดูว่าฝั่ง Line Chat ยังคงครองตำแหน่งผู้ใช้งานมากที่สุดในประเทศไทย ประเภท Chat App ได้หรือไม่ ?

Cr:Facebook

 

YouTube รองรับวีดีโอแนวตั้ง(Vertical Video) ไร้แถบดำให้กวนใจ

“IGTV หลบไป YouTube จะเดิน”

เรียกได้ว่ากระแสนิยมของรูปแบบวีดีโอแนวตั้งหรือ Vertical Video กำลังเป็นที่ฮิตสุด ๆ ในการผลิต Content เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยของ Mobile First เช่นวันทุกนี้ เพราะมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้มือถือตั้งแต่ปี 14 เป็นต้นมา พบว่าการผู้ใช้งานมือถือสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่ไม่ได้ผลิกมือถือเพื่อดูวีดีโอ แต่ใช้วิธีการถือแบบแนวตั้งถึง 94% (SocialMediaToday)

vertical video

 

ล่าสุดวันที่ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา YouTube ได้ทำการปรับเปลี่ยนการแสดงผลของวีดีโอให้เข้ากับพฤติกรรมผู้ใช้งานมากที่สุด รวมถึงกระแสเปิดตัวของ IGTV ที่เน้นวีดีโอแนวตั้งในการผลิต Content ด้าน YouTube ก็ไม่น้อยหน้า จึงปรับการแสดงผลของวีดีโอ ที่แต่เดิมจะไม่รองรับการเล่นวีดีโอแนวตั้ง และมีขอบสีดำที่กวนใจเราตลอด จนตอนนี้ได้แก้ไขสิ่งที่กวนใจผู้บริโภคตามการใช้งาน รองรับทั้ง Mobile และ Desktop ดังนี้

Mobile Device – การแสดงผลวีดีโอ ผ่านแอป YouTube บนมือถือทั้ง IOS และ Android ได้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยของ Mobile First เพื่อแข่งขันกับแอปอย่าง IGTV

Vertical Video on Mobile device

 

Desktop  – โดยปกติ Video บน YouTube จะแสดงผลโดยมีสีดำคลุมรอบวีดีโอไว้ แต่เมื่อ 30 ก.ค. ที่ผ่านมาทาง Youtube ได้ปรับเปลี่ยนการแสดงผลของวีดีโอ ให้ไร้แถบสีดำ เพื่อไม่ให้กวนใจในการชมวีดีโอ ในกรณีวีดีโอแนวตั้ง  และวีดีโอสี่เหลี่ยมจัตุรัส (หากเว็บไซต์อยู่ใน Dark Mode การแสดงผลจะปรับเปลี่ยนให้พื้นหลังเป็นสีดำกลืนไปกับพื้นหลังของเว็บไซต์ด้วย)

youtube-Vertical Video

หลังจากนี้เราจะได้เห็น YouTuber หลาย ๆ ท่าน หรือหลายๆ Brand ที่ใช้ช่องทาง YouTube ในการผลิต Content จะเน้นไปที่ Vertical Video กันมากขึ้น ทั้งใช้ในการทำ Content หลัก, Live สด หรือในรูปแบบ YouTube Ads ที่ให้เรากด Skip ข้ามเหมือนเดิม แต่จะทำให้ Content นั้นมีความน่าสนใจมากขึ้น

CR: SocialMediaToday

 

 

Facebook รายงานผล Q2’2018 | การเติบโตที่ชะลอตัว

ปัญหาการเติบโตของ Facebook ในช่วงไตรมาสที่ 2 / 2018

fb_user_growth_TC

ผลประกอบการของ Facebook ไตรมาสที่ 2 ของปี 2018 โดยภาพรวมของ Facebook เติบโตได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้ การเติบโตของไตรมาสที่ 2 อยู่ที่ 1.54 ซึ่งแตกต่างกว่าไตรมาสที่ 1 ที่มีการเติบโตอยู่ที่ 3.42 อาจเป็นผลมาจากการสูญเสียผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งล้านราย ผลเกิดจากกฎหมายการป้องกันข้อมูลทั่วไป หรือที่เราเรียกว่า GDPR(General Data Protection Regulation) ของสหภาพยุโรปที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อจำนวนผู้ใช้งาน ของ Facebook

facebook Q2/2018

ตามที่ Facebook ออกมาประกาศว่าหุ้นของบริษัทลดลงถึง 20% แสดงอัตราการเติบโตของรายได้น้อยกว่าคาดการณ์ โดยมีรายได้จากค่าโฆษณารวม 13,038 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าคาดการณ์อยู่ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทาง Facebook คาดว่าการขยายตัวของรายได้มีแนวโน้มชะลอตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2018 โดยคาดว่าได้รับปัจจัยกดดันจาก

  • ผลจากกฎหมายการป้องกันข้อมูลทั่วไป (General Data Protection Regulation) – ช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 Facebook มีผู้ใช้งานในยุโรปอยู่ 377 ล้านคน ขณะที่ไตรมาสที่ 2 ลดลงเหลือ 376 ล้านราย
  • นโยบายที่เน้นใช้งานฟังก์ชัน ‘Stories’การผลักดันนโยบายนี้อาจทำให้เกิดรายได้ จากค่าโฆษณาน้อยกว่าฟังก์ชันอื่นๆ เช่น New Feed หรือ Marketplace
  • ปัจจัยอื่นๆ เช่น ความผันผวนในอัตราแลกเปลี่ยนเงิน หรือ การละเมิดข้อมูลส่วนตัวของ Facebook (Cambridge Analytica)

ทาง Mark Zuckerberg, CEO at Facebook กล่าวว่า บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาระบบและการให้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยเป็นการวางกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ใช้บริการ

ตัวเลขผู้ใช้งานบน Facebook | Monthly – Daily Active Users

Facebook Monthly Active User

Facebook Daily Active Users

  • ผู้ใช้งานเป็นประจำทุกวัน (DAUs – Daily active users) อยู่ที่ 1,471 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11%
  • ผู้ใช้งานเป็นประจำทุกเดือน (MAUs – Monthly active users) อยู่ที่ 2,234 ล้านคน เพิ่มขึ้น 11.4%
  • อัตราส่วน DAUs ต่อ MAUs ไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 66%

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : Facebook Q2 2018 Earnings Report)

credit : TechCrunch , SocialMediaToday

SocialEnable and The General Data Protection Regulation(GDPR)

GDPR

The General Data Protection Regulation (GDPR), which apply and effective on May 25, 2018 and affects all of businesses that are based in the EU and those that process personal data from individuals based in the EU. These European data protection laws have the main ideas as following

  1. 1) This Regulation lays down rules relating to the protection of natural persons with regard to the processing of personal data and rules relating to the free movement of personal data.
  2. 2) This Regulation protects fundamental rights and freedoms of natural persons and in particular their right to the protection of personal data.
  3. 3) The free movement of personal data within the Union shall be neither restricted nor prohibited for reasons connected with the protection of natural persons with regard to the processing of personal data.

SocialEnable takes data protection and privacy seriously, we understands that data protection is important to its users. We will ensure that SocialEnable and its services across the Computerlogy companies align with GDPR.

What is the GDPR?

The GDPR (General Data Protection Regulation) is a new European data protection law which sets out various requirements that became effective on May 25, 2018. It replaces the existing data protection regime for the EU under Directive 95/46/EC, and is intended to harmonise data protection laws throughout the EU by applying a single data protection law that is binding throughout all Member States. Countries outside of the EU, including countries in Asia, are also implementing laws that align with the GDPR.

Our Commitment: SocialEnable are fully GDPR compliant prior to the regulation’s effective date. Also, we ensure that product features will have greater personal data control and privacy.

Does the GDPR affect you?

The GDPR applies to all companies that process the “personal data” of EU-based residents, this indicate that most of international companies need to be ready when GDPR comes into effect since they may handle personal data of individuals from the EU. If you or your organization stores and processes personal data in connection to services or goods offered in EU, then the laws applies to you as well.

What has SocialEnable done to prepare for the GDPR?

We concerned rights to privacy for our customers (and their customers) and relise that international law and regulations are very important thing to comply. Here is a list of action that we prepare for comply to GDPR

  • – We research and review the areas of our product (SocialEnable and other related products) impacted by GDPR
  • – Communicate the important of the GDPR to our employee and
  • – Rewrite our data privacy policy – Develop a requirements and resolution that indicate the product’s features alignment to GDPR
  • – Perform the improvements to our product based on the requirements
  • – Verification and validation all our changes to compliance with GDPR
  • – Communicate of our full compliance

What does SocialEnable customers need to do?

There are two type for our customers that you might need to do depending on your type and situation. Below are the impactful changes that might affect you as a result of using SocialEnable:

  • As a company use SocialEnable to serve it customers:

If you are in the European Union you’ll likely want to sign a Data Processing Agreement(DPA) with SocialEnble. You can digitally sign a copy of the Data Processing Agreement(DPA) by sending us an email at info@computerlogy.com . We will countersign it and provide you with a fully executed downloadable copy via email within 10 business days.

  • Company use SocialEnable for internal purpose:

Make sure your Terms of Service or Privacy Policy properly communicate to your users how you are using SocialEnable (and any other similar services) on your website or app. This requirement has always been part of SocialEnable’s terms of Service, but the GDPR can heavily penalize you if you’ve not done this clearly. We recommend you ensure your policies are up to date and clear to your readers.

socialenable logo

A/B Testing | ส่วนสำคัญของการทำ Facebook Ads

A/B Testing by SocialEnable

แน่นอนว่าหากเรามี Artwork ที่ใช้โฆษณาแบบเดียว Text แบบเดียว หรือแม้แต่ Target เดียว อาจจะทำให้เราซื้อโฆษณาได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะเราจะไม่รู้ได้เลยว่า ลูกค้าจะสนใจข้อความ หรือรูปภาพแบบไหนที่จะทำให้สนใจสินค้าของเรา และทำการซื้อสินค้าของเราในที่สุด ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้เราทราบได้คือการทำ A/B Testing

A/B Testing คืออะไร ? 

A/B Testing คือ วิธีการทดลอง หรือเปรียบเทียบชิ้นงานสองชิ้นขึ้นไป ตัวอย่างเช่นในวงการโฆษณาคือ การเปรียบเทียบว่าโฆษณาตัวไหนที่ได้ผลตอบรับดีกว่ากัน และนำมาวัดผล ปรับปรุงตัวโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

How to Set A/B Testing

ขั้นตอนแรกให้เข้ามายังหน้า Ad Manager และสร้างกด Create Campaign เลือก Objective ที่เราต้องการจะโฆษณา จากนั้นเลื่อนลงมาด้านล่าง แล้วกดเปิดตัว A/B Testing กันได้เลย

A/B Testing บน Facebook มีกี่แบบ ? แล้วแต่ละแบบแตกต่างกันอย่างไร ? 

A/B Testing on Facebook

1.Audience

Audience A/B Testing

คือวิธีที่สามารถช่วยให้เรายิงโฆษณาให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยเราสามารถเลือก Test Target ว่า Ad Set ที่เราต้องการโฆษณา สามารถเข้าถึงกลุ่ม A หรือ B ได้มากกว่ากัน ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไม่แน่ใจว่ากลุ่ม Target ที่เราเลือกมานั้นดีพอหรือยัง การทดสอบจึงช่วยเราในเรื่องนี้ได้

2.Placement

Ads Placement

เป็นการ Test ตัวโฆษณาให้ไปแสดงตามจุดต่าง ๆ เพื่อวัดว่า Placement ที่ไหนได้รับผลตอบรับดีที่สุด ซึ่ง Placement ของการทำโฆษณาบน Facebook มีหลายรูปแบบและหลาย Platforms ให้เลือก ยกตัวอย่างเช่น โฆษณาตัวหนึ่งอยากวัดว่า Feed บน Facebook หรือ Instagram แพลตฟอร์มไหนได้ผลตอบรับมากกว่ากัน เป็นต้น เราควรจะเลือกแบบไหน ถึงจะดีที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับว่า Objective ของเราโฆษณาของเราคืออะไร

3.Delivery Optimization

Delivery Optimization A/B Testing

การที่เราเลือกทำ A/B Testing โฆษณาบน Facebook ผ่านการปรับ Optimization เช่น เราเลือกทำ A/B Testing ระหว่าง Reach (คือการที่โฆษณาสามารถเข้าถึงคน หรือผู้ใช้งานได้มากที่สุด) และ Impression (คือการที่โฆษณาจะไปแสดงให้คน หรือผู้ใช้งานได้เห็นมากที่สุด) ซึ่งเราอาจทำการ Test เพื่อเลือกว่าวิธีการ Optimization แบบไหน ได้ผลกับโฆษณาของเรามากที่สุด

4.Creative

Creative A/B Testing

การ Test ในส่วนของ Text หรือรูปภาพที่ใช้ในโฆษณา  ซึ่งบางทีเราอาจจะใส่แต่ส่วนลดลงไปในโฆษณา แต่ลูกค้าอาจจะยังไม่รู้ว่าสินค้าของเรานั้นดีอย่างไร เราจึงสามารถ Test ได้ว่าควรจะนำเสนอส่วนลดเป็นจุดเด่น หรือ Feature ของสินค้าเป็นจุดเด่น เป็นต้น ซึ่งรูปภาพและ Text ควรไปในทิศทางเดียวกัน และควรให้ความสำคัญกับรูปภาพเป็นพิเศษ เพราะเวลาเราเลื่อนดูบน News Feed จะเลื่อนค่อนข้างเร็ว ดังนั้นรูปภาพควรชัดเจนว่าจะสื่อสารอะไร เพื่อให้ลูกค้าหยุดดูที่โฆษณาของคุณ และใช้ข้อความเป็นตัวอธิบายเพิ่มเติม


สรุป

การเลือกทำ A/B Testing ให้กับการยิงโฆษณาบน Facebook เพื่อที่เราจะเสียค่าโฆษณาน้อยที่สุด แต่ได้รับผลตอบแทนมากที่สุด เช่นให้คนกลับมาซื้อสินค้า หรือสนใจในสินค้าของเรามากที่สุด ดังนั้นสิ่งสำคัญหลังการทำ A/B Testing นั้นคือการวัดผลโฆษณาบน Facebook ที่เรายิงไป และนำไปปรับใช้ในครั้งต่อไป

Facebook logo

3 เรื่องชวนคิด With Social Analytics Tools

ก่อนเข้าเรื่องต้องขออนุญาตแสดงความยินดีกับ คุณพ่อคุณแม่น้องๆทีมหมูป่า อยากจะส่งกำลังใจถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกท่านกับภารกิจที่ ถ้ำหลวง ทั้งเบื้องหน้า เบื้องหน้า พวกท่านคือ ฮีโร่ตัวจริงเสียงจริง

Thank you

เข้าประเด็นของเราในวันนี้ เรื่องที่เราต้องขบคิดกันเมื่อต้องใช้ Tools ต่างๆ [โดยเฉพาะ Social Management Tools และ Social Listening Tools]


1. Objective & Goal [วัตถุประสงค์และเป้าหมาย]

  • เราต้องตอบโจทย์ข้อนี้ให้ชัดเจนที่สุด ยกตัวอย่างการทำงานบางทีมใน Digital Agency

Planner, Creative, Media Team

Objective : ต้องการหา Social Channel ที่แบรนด์ของเรายังเข้าไม่ถึง
Goal : Social ไหนที่เราต้องเข้าไปทำการตลาด เพื่อเพิ่ม Awareness

Customer Service, Administrator, Social Media Specialist

Objective : ต้องการดูแลลูกค้าให้เร็วที่สุด ลูกค้าต้องได้รับคำตอบที่ถูกต้องและรวดเร็ว
Goal : จำนวนข้อความในการติอFanPageในแต่ละวัน เดือน ปี ที่จำนวนเท่าไหร่

เมื่อ Objective และ Goal แข็งแรงมอบเห็นภาพชัดเจนและสามารถวัดผลได้ เราก็จะเลือก Tools มาใช้ได้อย่างเหมาะสม


2. Open Question [คำถามปลายเปิด]

  • เราทำไปทำไม ? ฟังดูกวน แต่ใช้ได้จริง ยกตัวอย่างเช่น

– เราจะรู้ Sentiment ของคนที่พูดถึงแบรนด์เราไปทำไม ?

– ทำไมเดือนนี้ Mentions ของแบรนด์ถึงน้อยกว่าเดือนนี้ของปีที่แล้ว ?

คำถามปลายเปิด เป็นคำถามที่สามารถตอบได้หลายคำตอบ และ จะนำพามาซึ่งผลลัพธ์ใหม่ๆทางออกใหม่ๆ เสมอ


3. Put The Right Man on the Right Job

  • เรื่องนี้สำคัญเลยอยากชวนคิดกันครับ บางเครื่องมือดีมีประโยชน์ แต่ไม่มีคนใช้ก็ไร้ผล

เพราะฉะนั้นการตัดสินใจเลือกใช้เครื่องมือในการทำงาน ผู้บริหาร หัวหน้างาน หรือผู้มีอำนาจตัดสินใจ ควรฟังเสียงคนทำงาน และ มองหาบุคคลากรที่ความสามารถเหมาะสมและสมดุลกับจำนวนงาน

ยกตัวอย่างเช่น

Facebook Fanpage ของแบรนด์ A มีคนติดต่อเข้ามาประมาณวันละ 1,000 ข้อความ ส่วนใหญ่เป็นคำถามมากกว่า 80% คำถามนั้นมีความยากง่าย แตกต่างกัน อย่างสิ้นเชิง แม้จะมี Agency เจ้าใหญ่ช่วยดูแลตอบคำถาม ก็จะพบปัญหา ตอบช้าบ้าง เร็วบ้าง มากไปกว่านั้นบางคำถามเป็นเรื่อง Sensitive แบรนด์ควรจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ให้ข้อมูล และ ดูแลลูกค้าโดยตรง เพราะฉะนั้น เครื่องมือลักษณะไหนที่เหมาะสม ต้องใช้บุคลากรที่มีคุณสมบัติอย่างไร จำนวนเท่าไหร่ถึงจะสามารถตอบสนองลูกค้าให้ได้ดีที่สุด

3 เรื่องชวนคิดวันนี้เป็นโจทย์ที่ถามไม่ยาก ตอบไม่ง่าย ที่นำฝากทุกๆท่านครับ

#SocialEnable

การรับมือวิกฤต(Crisis Management) บนโลก Social (พร้อมตัวอย่าง)

     สิ่งหนึ่งที่แบรนด์กลัวมากที่สุดคือ กระแสเชิงลบหรือดราม่าบนโลกโซเชียล ที่สามารถเกิดขึ้นได้ง่าย และกระจายไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้น เพราะจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงแบรนด์ และธุรกิจเป็นอย่างมาก ดังนั้นแบรนด์จะมีวิธีใดบ้างในการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดกระแสไปได้อย่างรวดเร็ว และสามารถจัดการกับปัญหาได้อย่างไร เพื่อลดความเสียหายจากวิกฤตที่เกิดขึ้นได้ (Crisis Management and Prevention) มาเตรียมความพร้อมไปด้วยกันครับ 🙂

ก่อนไปถึงวิธีแก้ไขและจัดการนั้น เรามาทำความเข้าใจก่อนว่า Timeline ของการเกิด Crisis นั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง

Crisis-Timeline

Beginning – ช่วง 6 ชั่วโมงแรก เป็นช่วงที่ลูกค้าเริ่มมีข้อสงสัย หรือแจ้งร้องเรียนกับทางแบรนด์ เป็นระดับ Crisis ที่สามารถยับยั้งได้ ส่วนใหญ่มาในรูปแบบของ Complain หรือสงสัยการใช้งานต่างๆ ผ่านทาง Inbox หรือถามบน Pantip ถ้าเราสามารถเข้าไปตอบตามความต้องการของลูกค้าได้ครบและรวดเร็ว ก็จะเป็นแค่เรื่อง Complain ที่เราควรนำไปปรับปรุงในส่วนนั้นๆ จึงเป็นช่วงที่ควรแก้ไขให้เร็วที่สุด

Emergency – ช่วง 12 ชั่วโมงถัดมา หากยังไม่ได้ยับยั้งสถานการณ์ จะเป็นช่วงที่แพร่กระจายข่าวสารได้รวดเร็วมากๆ เพราะส่วนใหญ่นั้นเป็น Earn Media ในการขับเคลื่อน Crisis จึงหยุดยั้งได้ยากกว่า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่นั้นจะมาในรูปแบบแสดงตัวตนบน Earn Media อย่างการลงคลิปวิจารณ์ หรือโพสต์ลงเฟสบุ๊ค ทวิตเตอร์ จนเป็นที่พูดถึงบนโลกโซเชียล

Crisis – ช่วง 24-48 ชั่วโมงนั้นเป็นช่วงที่ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่กระจายของสื่อต่างๆได้ทั้งหมด เพราะทุกๆช่องทางจะพูดถึงแบรนด์คุณ สิ่งที่คุณทำได้คือคุณต้องออกมาขอโทษกับสิ่งที่เกิดขึ้น พร้อมข้อมูลที่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างชัดเจน รวมถึงบอกแนวทางแก้ไขปัญหาเหล่านั้นให้กับลูกค้าของคุณเสียก่อน เพราะพวกเขาคือกำลังสำคัญของคุณในการช่วยปกป้องแบรนด์

วิธีป้องกันและจัดการกับกระแสดราม่าบนโลกโซเชียล (Crisis Prevention&Management)

การป้องกันการเกิดกระแสดราม่าบนโลกโซเชียลต่างๆนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะเกิด  สิ่งเดียวที่เราทำได้คือ เราต้องรับมืออยู่ตลอดเวลา ทั้งการร้องเรียนของลูกค้าทาง Inbox หรือลูกค้าเจอประสบการณ์แย่ๆ แล้วโพสต์ลง Pantip สิ่งเหล่านี้หากเราไม่รีบจัดการให้เร็วที่สุด จะทวีความรุนแรงเป็น Crisis ได้

  • รวบรวมข้อมูล

         รวบรวมข้อมูลทั้งหมดที่คนพูดถึง ในแต่ละช่องทาง เพื่อนำมามาวิเคราะห์ปัญหา แยกแยะประเด็นต่าง ๆ รวมถึงดูระดับความรุนแรงของกระแสดราม่าที่เกิดขึ้น และนัดทีมงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาร่วมหาแนวทางแก้ไขให้เร็วที่สุด

Crisis-Management-AIS

  • หาคนคอย Monitor อยู่ตลอดเพื่อความรวดเร็ว

มีทีมงานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด Monitor อยู่ตลอด ตอบได้รวดเร็วพร้อมให้คำแนะนำต่างๆ เพื่อลดความไม่พอใจ หรือข้อสงสัยของผู้บริโภคได้ทัน ตัวอย่าง: AIS ที่มีทีม Customer Service คอย Monitor อยู่ตลอดเวลาในการตอบคำถามลูกค้าได้อย่างรวดเร็วมากๆ หากไม่เชื่อ!! แนะนำว่าลองไปตั้งสักกระทู้ที่เกี่ยวกับ AIS รับรองว่า ไม่เกิน 30นาที จะมีพนักงานมาตอบคุณแน่นอน

  • ใช้ Social Listening/Monitoring Tools

         ใช้เครื่องมือ Social Listening หรือ Monitoring ในการช่วยติดตามการพูดถึงของแบรนด์อย่างใกล้ชิดในทุกช่องทาง เช่น Social Media, Forum, Blog ต่างๆ ผ่านเครื่องมืออย่าง Google Alert หรือ SocialEnable สามารถดูแลได้อย่างทันทีเพื่อป้องกันการเกิดกระแสดราม่า เรียกได้ว่า ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมกันเลยทีเดียว เพราะปัจจุบันนี้ นับวันช่องทางโซเชียลต่าง ๆ มีอิทธิพลกับคนไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้นต้องเตรียมตัวไว้ก่อน ดีกว่าเกิดปัญหาแล้วมาคอยแก้ทีหลัง (อ่านรายละเอียดได้ที่ Social Listening คืออะไร?)

  • ขอโทษไว้ก่อนไม่เสียหาย

แม้ไม่ได้ผิด หรืออาจเป็นการเข้าใจผิดก็ตาม ก็ควรขอโทษ และต้องพยายามหาข้อมูล หลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบการให้ข้อมูลกับผู้บริโภค หากผิดจริง ก็ควรยอมรับผิด และแจ้งว่าปัญหาเกิดจากอะไร รวมถึงบอกวิธีการแก้ไขปัญหาว่าทางเราจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไรบ้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอีกในอนาคต

  • มีแนวทางในการตอบคำถาม

         มีแนวทางในการเจรจากัน การที่ผู้บริโภคเข้ามาร้องเรียน การตอบคำถามเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก ในการช่วยให้ผู้บริโภคนั้นใจเย็นลง ดังนั้นควรตอบให้ตรงประเด็น อธิบายเรื่องยากๆ ให้เป็นเรื่องง่ายๆ อาจใช้ภาพ ข้อมูลประกอบ หรือหลักฐานควรนำมาด้วย เพื่อความชัดเจน และไขข้อสงสัยต่างๆ ได้

ตัวอย่างของการทำ Crisis Prevention&Management ที่ดี (กรณีศึกษา)

Bar B Q Plaza – จากเหตุการณ์ที่ลูกค้าท่านหนึ่งออกมาโพสต์รูปเจอสิ่งผิดปกติในอาหาร ทำให้เป็นที่พูดถึงอย่างมากบนโลกโซเชียล ถึงแม้จะกระจายไปอย่างรวดเร็ว ทางแบรนด์ได้ออกมาขอโทษ และหยุดการผลิตในทันที เพื่อหาสาเหตุว่าอาหารที่ได้มานั้นมีมาตราฐานหรือไม่ จนทางแบรนด์ออกมารับรอง และมีผลการตรวจทางวิทยาศาสตร์ว่าไม่เป็นอันตรายอย่างแน่นอน เรียกได้ว่าสามารถกู้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และมัดใจลูกค้าไปได้เต็มๆอีกด้วย

Crisis Management - Bar b q Plaza

BNK 48 – ใครไม่รู้จักวงนี้คงไม่ได้แล้ว เมื่อต้นปีที่ผ่านมา มีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับหนึ่งในสมาชิก ทางBNK 48 จึงได้ออกหนังสือสำคัญออกมาขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการแก้ไขปัญหาวิกฤติได้ดี เพราะมี Format ที่อ่านง่าย และชัดเจน รวมถึงมี 2 ภาษาเพื่อครอบคลุมแฟนคลับต่างประเทศอีกด้วย

Crisis-Management-BNK48


สรุป

ตอนนี้ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่า กระแสดราม่าเป็นสิ่งที่แบรนด์ไม่ได้อยากให้เกิดขึ้นเลย เพราะจะส่งผลเสียอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงแบรนด์ และธุรกิจเป็นอย่างมาก ดังนั้นแบรนด์จึงต้องมีวิธีรับมือกับ Crisis อยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เกิดกระแสไปได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงต้องจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้วให้ดีที่สุด เพื่อลดความเสียหายจากวิกฤตที่เกิดขึ้น

หากสนใจหรืออยากได้คำปรึกษาเกี่ยวกับเครื่องมือ Social Listeing/Monitoring สามารถติดต่อได้ที่ 080-808-9080  แล้ว Customer Service จะติดต่อกลับไปทันที

3 Step | Email Marketing Personalization ไม่ได้ยากอย่างที่คิด

Email-Marketing-Personalization

ต่อเนื่องจากครั้งที่แล้วเกี่ยวกับการทำ Email Marketing ให้ตรงกลุ่มเป้าหมาย คราวนี้เราจะมาเจาะลึกลงไปที่การทำ Email Personalization มากขึ้น โดยที่จะแบ่งเป็น Step ของการทำ Email Personalization ให้เข้าใจง่ายมากยิ่งขึ้น หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งอีเมลของคุณได้ไม่มากก็น้อยเลยครับ

  • ( การทำ Email Personalization คือ การส่งเมล์ไปหาบุคคลคนนั้นได้แบบเฉพาะเจาะจง ผ่านการสมัครสมาชิกหรือกดรับติดตามข่าวสาร โดยการใช้อีเมล์เป็นตัวยืนยันข้อมูลต่างๆ ซึ่งข้อดีของการทำ Email Personalization คือสามารถสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพราะลูกค้าจะรู้สึกว่าแบรนด์ให้ความสำคัญแบบส่วนตัว รวมถึงการเสนอสินค้าหรือบริการของแบรนด์ ที่ตรงใจกับลูกค้า )\

Know Way

  1. กำหนดทิศทางของ Email ที่เราจะส่งออกไป

สิ่งสำคัญที่สุด ควรเริ่มจากการวางทิศทางของ การทำ Email Personalization ว่าจุดประสงค์เราทำเพื่อจะให้ผู้อ่านเห็นอะไร ที่ผู้อ่านอยากเห็นมากที่สุด เพราะเขาเหล่านั้นมีโอกาส Unsubscribe ได้ตลอดเวลา ดังนั้นเราต้องรู้ที่มาของ Email ที่เราได้มา เช่น ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่มียอดซื้อบ่อยที่สุด ซื้อจำนวนมากที่สุด หรือลูกค้ากลุ่มนี้เป็นลูกค้าที่ลงทะเบียนในงาน event ของเรา เป็นต้น และทำการจัดกลุ่มของลูกค้าเหล่านั้น และคิดเนื้อหาที่ต้องการจะนำเสนอ

Planning

  1. รีวิว Email ที่ใช้ในการส่งไปหาลูกค้า

ใน Email 1 ฉบับประกอบด้วยหลายส่วน เราลองมารีวิวทีละส่วนของ Email เพื่อใช้ใน การทำ Email Personalization โดยเริ่มจาก

  • Subject line – ควรใช้ข้อความที่น่าสนใจดึงดูดให้คนกดเข้ามาอ่าน ใช้ข้อความที่ต้องการจะสื่ออยู่ประโยคแรกสุด เพราะข้อความจะถูกตัดลดลงเมื่ออยู่ในมือถือ
  • Preview text – เป็นส่วนที่อยู่ต่อจาก subject line ที่หลายคนมองข้าม แต่เป็นส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ช่วยให้คนคลิกเข้ามาอ่านไม่แพ้กับ subject line ซึ่งส่วนนี้ อาจจะใส่ชื่อของลูกค้า หรือข้อความเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้ลูกค้ากดเข้ามาอ่านได้
  • Hero – ในส่วนของ Hero คือเนื้อบนสุดหลังจากลูกค้าคลิกเข้ามาเพื่ออ่านข้อความใน Email แล้ว สิ่งสำคัญในการทำ Email Personalization นั้น Hero ควรจะพูดถึงสิ่งที่เราต้องการจะนำเสนอจริงๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมทำเป็นรูปภาพ เพราะมีความน่าสนใจและทำให้ลูกค้าอยากกดมากกว่าเป็น text ธรรมดา ซึ่งหากจำเป็นต้องใช้แค่ text จริงๆ ก็ควรขยายตัวอักษรหรือเน้นเพื่อให้ลูกค้าเห็นส่วนที่เราต้องการจะสื่อนี้เป็นอันดับแรก
  • Call-to-action – จุดประสงค์ในการส่ง Email ของเรา คือการที่เราอยากให้เขาคลิกไปยังเว็บไซต์เราต่อเพื่อทำการดูหรือซื้อสินค้า หรือกดโทรฯ กด add line ดังนั้นอย่าลืมที่จะใส่ Call-to-action ให้ลูกค้าทราบว่าส่วนนี้สามารถกดไปต่อได้ เพื่อให้การส่ง Email นั้นไม่เสียเปล่า
  • Related – เมื่อลูกค้าได้อ่านข้อมูลที่เราต้องการจะสื่อสารแล้ว แต่ถ้าหากมีสินค้าหรือเนื้อหาที่เราอยากจะนำเสนอลูกค้า หรือนำสินค้าอื่นๆที่ลูกค้าเคยเข้าไปดูแต่ไม่ได้ทำการซื้อมาใส่ อาจะเป็นการเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้น

3.ตรวจสอบ ติดตามผล และปรับปรุง

ไม่ใช่แค่เฉพาะการทำ Email personalization งานทุกๆอย่างควรมีการตรวจสอบว่าข้อความไม่ผิด เนื้อหาเป็นไปอย่างที่ต้องการ Design สวยงาม เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับแบรนด์ ข้อมูล Email ที่จะทำการส่งมีความถูกต้องไม่เป็น Email spam

การทำ A/B Test เพื่อให้ Performance ของ Email personalization ออกมาดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการ test เวลาที่ส่ง Design ของ Artwork หรือแม้กระทั่งเนื้อหาที่ส่งออกไป เพื่อให้การส่ง Email personalization ของเราออกไปอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ตัวอย่างการทำ Email Marketing Personalization :

adidas – ใช้วิธีส่งอีเมล์ไปหาลูกค้าโดยใช้เพศเป็นเกณฑ์ในการส่งอีเมล์ เพื่อให้สินค้านั้นตรงกลุ่มเป้าหมาย

Adidas


สรุป                            

ในขณะมีที่ข้อมูลมากขึ้นเรื่อยๆ การกำหนดเป้าหมายก็ยากขึ้นเช่นกัน เพื่อดึงดูดความสนใจของคนที่ได้รับ การที่จะโดดเด่นได้คุณจะต้องเน้นข้อความและส่งไปในเวลาที่เหมาะสม ดังนั้นการทำ Email Personalization จึงสำคัญมากในยุคที่ข้อมูลหลากหลายและรวดเร็ว การที่เจาะกลุ่มเป้าหมายให้ถูกกลุ่มจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะคนกลุ่มนี้มีโอกาสที่จะเป็นลูกค้าเราได้ง่ายกว่า ทั้งนี้การออกแบบ Email ที่ดีสามารถสร้างความแตกต่างจากอีเมล์อื่นๆได้อีกด้วย

Q : ดังนั้นถึงเวลาที่คุณควรที่จะเปลี่ยนการส่งเมล์ของคุณให้เป็นแบบ Personalization ได้หรือยัง?

Contact us

What SocialEnable do ?

Watch our 1 minute for SocialEnable